ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

สับสน

๑๑ ต.ค. ๒๕๖๘

สับสน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๒๘. เรื่อง “ภาพตัวหนังสือปรากฏขึ้นบนทางจงกรม”

กราบนมัสการหลวงพ่อ หนูขอเมตตาคำชี้แนะจากหลวงพ่อด้วยเจ้าค่ะ

คือเมื่อวันที่ ๗ จนถึงวันที่ ๑๗ ตุลาคมที่ผ่านมา หนูได้มาภาวนาอยู่วัด เนื่องด้วยภาระหน้าที่ทางครอบครัวและฐานะของหนูจึงทำให้มีโอกาสภาวนาที่วัดได้ยาก ก็พยายามภาวนาอยู่ที่บ้าน แต่ก็เป็นไปได้ยากเจ้าค่ะ จะได้วันหนึ่งเพียง ๑๐–๒๐ นาทีเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้เวลามาภาวนาจริงๆ จังๆ ที่วัด จิตมันต่อต้านรุนแรง อารมณ์ความคิดกับพุทโธตีกันในความคิดทางโลก ดึงกันไปมา เดินจงกรมพุทโธเพียง ๕ นาที อารมณ์ความคิดก็มาดึงหลุดไปอยู่กับตัว ก็ดึงสติกลับมาพุทโธใหม่ เริ่มพุทโธเร็วขึ้น

คือหนูไม่ได้กำหนดลมหายใจเข้าออก ไม่ได้กำหนดพุทโธที่การก้าวเจ้าค่ะ แต่กำหนดพุทโธอย่างเดียวที่ความคิด พอพุทโธเริ่มไม่ชัด คือไม่เป็นพุทโธ แต่เป็นพุทโธ่ อันนี้บาปไหมคะ

คือหนูคิดว่าพุทโธกลายเป็นพุทโธ่ คือสติเราไม่เข้มแข็ง ลูกจึงนึกถึงคำหลวงพ่อที่ว่าพุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ ก็กลับมาพุทโธๆ ชัดๆ อีก เร่งความเร็วได้ประมาณ ๕–๑๐ นาทีก็กลับกลายเป็นพุทโธ่อีก นึกในใจเจ้าค่ะ ไม่ได้ออกปากตรงนี้ มันเลยทำให้ลูกเป็นทุกข์และกังวลถึงคำบริกรรมมาก ใจก็คิดว่าอยากจะพุทโธ ไม่เอาพุทโธ่แล้ว

ตอนนี้ความคิดอารมณ์ต่างๆ ก็พุ่งเข้ามาทำให้ลูกปวดหัวมาก เพราะความคิดทางโลกกับพุทโธมันดันกันเจ้าค่ะ ลูกก็พยายามดึงสติให้พุทโธให้ชัด แล้วขณะนั้นภาพที่เป็นตัวหนังสือ รูปพุทโธก็เกิดขึ้นเป็นภาพนั้น เป็นป้ายวงกลมพื้นสีน้ำตาล ตัวหนังสือคำว่า พุทโธ” สีครีมอ่อนๆ ปรากฏขึ้นในความคิดขณะเดินจงกรมอยู่ ลูกจึงใช้สติจับภาพนั้นเพื่ออ่านคำว่า พุทโธ” ให้ชัด พอเวลานึกพุทโธไม่ชัด ลูกก็จะเอากำหนดภาพนั้นขึ้นมาและใช้สติอ่านตัวหนังสือเพื่อให้พุทโธชัดขึ้น อย่างนี้ถือว่าเป็นการเพ่งกสิณหรือไม่เจ้าคะ เพราะมีผู้ปฏิบัติธรรมเรียนสมาธิมา เขาบอกว่านั่นเป็นภาพเพ่งกสิณ

ลูกจึงกราบเรียนถามว่า สรุปทำแบบนี้คือการเพ่งกสิณไหมคะ และการเพ่งกสิณนี้ถ้าเป็นสมาธิขึ้นมา มันจะเป็นฝ่ายสัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิเจ้าคะ ขอความเมตตาจากหลวงพ่อด้วย

ตอบ : นี่คำถามเนาะ ถ้าปฏิบัติใหม่ หรือถ้าเรายังมีความวิตกกังวล มันสับสนๆ ไง ว่าพุทโธๆ พุทโธมันพุทโธ่

มีหลายคนนะ เวลาพุทโธๆ พุทๆๆ เพราะโธจะหายไป ไม่ก็โธๆ คำเดียว

สิ่งใดก็ได้ ถ้าเราพุทโธจะเป็นพุทโธ่ แต่ก็เป็นพุทโธในความรู้สึกของเรา

นี้เขาว่า พุทโธ พุทโธ่ แล้วเราก็ตั้งต้นใหม่ๆ

มันมีคนปฏิบัติมากมายเวลานั่งไปแล้วเกิดเวทนา มันก็ไปขัดแย้งกับเวทนานั้น ถ้าเวทนานั้นมันก็จะมาหลอกอยู่ตลอดเวลา

ไอ้นี่คำบริกรรม เรากำหนดพุทโธๆ มันจะเป็นสิ่งใด ถ้ามีสติแล้วมันไม่หลับ ไม่ตกภวังค์ ถูกต้องหมด ถูกต้องหมด หมายความว่า ถ้ามันจะเป็นสิ่งใดก็ให้เป็นอย่างนั้น

แต่นี้เรามันเป็นแบบเรียนไง แบบเรียนแบบการศึกษา เราจะให้มันชัดเจน จะให้มันถูกต้องอย่างนั้น ถ้าถูกต้องอย่างนั้น เพี้ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้

แต่เรื่องความรู้สึกเป็นนามธรรม นามธรรม แม้แต่ภาษา ภาษามันยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา นี่เหมือนกัน ว่าพุทโธๆ มันจะพุทโธ่ สิ่งใดก็แล้วแต่นะ ถ้ามีสติชัดเจนอยู่ เราถือว่าใช้ได้

ทีนี้บอกว่า พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ

คำว่า พุทโธชัดๆ” มันแก้หลับ

เวลาใครมา เวลาจะพุทโธๆ ถ้าคำว่า ชัดๆ” เวลาชัดๆ ของเรามันเพราะว่า ถ้าอธิบายเขาบอกว่า ต้องตั้งสติ ต้องกำหนดพุทโธ มันก็เลยเป็นกิริยายาวไปตลอดเลย แต่ถ้าพุทโธชัดๆ มันจะชัดๆ ได้ต่อเมื่อมีสติ ถ้ามีสติมันก็จะชัดเจนของมัน

พอสติอ่อนนะ มันก็ไม่ชัด มันก็เลือนราง ถ้าเลือนราง มันแก้นั่งหลับ พุทโธชัดๆ มันแก้นั่งหลับ มันแก้ความไม่เอาไหน แล้วไม่ต้องอธิบายมากว่าต้องตั้งสติ ต้องมีเจตนา ต้องมีบุญกุศล โอ้โฮ! ร้อยแปดพันเก้า

ถ้าชัดๆ สมบูรณ์แบบ

แต่โดยทั่วไป ถ้าชัดๆ ขึ้นมาเดี๋ยวมันก็เจือจาง มันก็เบาลง มันเป็นเรื่องธรรมดาทั้งนั้นน่ะ ถ้าว่าชัดๆ เวลาคนที่ไม่เข้าใจ กรณีอย่างนี้เขาพุทโธหาย พุทโธหาย

นี่ก็เหมือนกัน พุทโธๆ กลายเป็นพุทโธ่ พุทโธ่บอกให้มันดี ดีก็กลายเป็นพุทสูญเลย พุทหายไปหมดเลย แล้วก็หลับ หลับแล้วก็คิดว่าตัวเองเป็นสมาธินะ พอตื่นมา โอ้โฮ! วันนี้นั่งดีมากเลย เพราะอะไร เพราะมันไม่มีอะไรมารบกวน เพราะมันหลับ มันไม่รับรู้อะไรเลย แต่ถ้ามันรับรู้นะ มันรำคาญ มันเครียด มันมีความทุกข์ความยากไปทั้งนั้นน่ะ นี่เริ่มต้นการฝึกหัดปฏิบัติ

ฉะนั้น เวลาว่าพุทโธๆ หรือพุทโธ่ ไม่เป็นประเด็น พุทโธก็ได้ พุทโธ่ สิ่งใดถ้ามันชัดเจนของมัน คำว่า ชัดเจน” คือว่าเราระลึกรู้ไง

ส่วนใหญ่แล้วเหมือนคนหลับใน ขับรถแล้วนั่งหลับ ไม่รู้ว่าตัวเองหลับ แต่ถ้าตัวเองชัดเจนมันก็ไม่หลับใน พอมันไม่หลับ การขับรถก็ไม่มีอุบัติเหตุ ถ้ามันหลับในนะ มันเหมือนมันขับอยู่แต่มันหลับใน มันไม่มีสติปัญญาเลย

ฉะนั้น คำว่า พุทโธหรือพุทโธ่” ถ้ามันไม่หลับ ไม่ตกภวังค์ ไม่เป็นสิ่งใด มันจะไม่เป็นประเด็น ถ้าเป็นประเด็น เริ่มต้นเราเอาตรงนี้เป็นประเด็น พอเป็นประเด็นขึ้นมา กิเลสมันก็อ้างคำนี้คำเดียวว่าพุทโธกับพุทโธ่ พุทโธถูก พุทโธ่ผิด แล้วเราก็มาจับถูกจับผิด จับถูกจับผิดแล้วมันก็เลยหยาบอยู่อย่างนี้ ละเอียดไปไม่ได้

ถ้าเราพุทโธๆ ถ้ามันจะพุทโธ่ มันจะเป็นอย่างไรก็ได้ เพราะอย่างคำถาม เห็นไหม หนูพุทโธอย่างเดียว ไม่กำหนดลมหายใจ

พุทโธกับความคิด ลมหายใจส่วนลมหายใจ พุทโธส่วนพุทโธ อย่างนี้ถ้าเป็นคนที่เขาพุทโธพร้อมกับลมหายใจ เขาก็ว่าโยมผิด เพราะโยมไม่กำหนดลมหายใจ

ไม่กำหนดลมหายใจ แต่พุทโธเฉยๆ ผิดไหม ก็ไม่ผิด เพราะอะไร

เพราะตั้งเจตนาว่าเราจะชัดเจนในการปฏิบัติของเรา จะพุทโธ จะพุทโธ่ อย่างใดก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องปลีกย่อย เรามีสติปัญญาของเราให้ถูกต้องชอบธรรมก็พอ

ฉะนั้น เวลาพุทโธเราก็วิตกกังวล วิตกกังวลแล้วนั่งสมาธิได้มากได้น้อยก็เป็นความทุกข์ความยาก ความทุกข์ความยากขึ้นมา เห็นไหม เราไม่ต้องเอาอะไรมาเป็นประเด็น เรามีเจตนาในการปฏิบัติ ทำงานอยู่ เราก็ทำงาน ว่างจากงานเราก็พุทโธไปเรื่อย พุทโธกำหนดดูใจของเรา ถ้ามีสติระลึกได้ เราก็มีสติอยู่กับตัวเรา จะทำอะไรก็ได้

แล้วเวลาภาวนาไป เวลาบอกพุทโธมันหาย พุทโธเป็นพุทโธ่ แล้วเรามีความวิตกกังวล แล้วพอเราตั้งใจ มันเกิดเป็นภาพขึ้นมาเลย คำว่า เป็นภาพขึ้นมา” มันเป็นภาพวงกลมใสๆ แล้วมีตัวหนังสือพุทโธ แล้วไปถามเพื่อน เพื่อนบอกนั่นเป็นกสิณ

กสิณก็เพื่อทำสมาธิ เรากำหนดพุทโธ กำหนดอานาปานสติก็เพื่อความสงบของใจ

หลวงปู่มั่นท่านใช้คำว่า ทำความสงบของใจ” ท่านไม่ใช้คำว่า ทำสมาธิ” ด้วย

เริ่มต้นเราทำความสงบของใจ เพราะมันต้องสงบบ่อยครั้งเข้าๆ จนมันตั้งมั่นมันจะเป็นสมาธิโดยที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ตัวเอง

ไอ้นี่เราตั้งใจว่าเราจะทำสมาธิ เรามีเป้าหมาย แล้วเราทำเป้าหมายอะไรไม่ได้เลย แล้วล้มลุกคลุกคลานอย่างนี้เลย เห็นไหม เราเอาเป้าหมายนั้นน่ะมาครอบงำเรา แล้วเราเอาเป้าหมายมาเหยียบย่ำเรา

แต่เราตั้งใจภาวนา ภาวนาอะไรก็ได้ แล้วคนที่ชำนาญแล้ว เขาจะเดิน เขาจะนั่ง เขาจะทำอะไร เขาภาวนาของเขาได้ แล้วได้แล้วมันก็รักษาของมันได้ นี่พูดถึงว่า เพราะเราต้องการความสุขสงบในใจ เราไม่ต้องการอะไรเลย

ถ้าจิตมันสงบไง เราทำความสงบของใจ ถ้าใจสงบของเราได้ นั้นมันเป็นบุญเป็นกุศลแล้ว เป็นบุญกุศลเพราะอะไร สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เวลาจิตมันสงบตามข้อเท็จจริง ไอ้ที่มาถามว่ามันคืออะไรๆ นั่นล่ะของจริง แต่ถ้ามันยัง “ว่างๆ ว่างๆ” อารมณ์

แล้วการฝึกหัดของเรา เราตั้งใจของเรา

แล้วถ้าเห็นภาพเป็นตัวหนังสือ นั้นเป็นบุญกุศล นั้นเพราะการกระทำ เพราะจิตมันมีกำลังมันถึงเห็นภาพอย่างนั้น

ถ้าเห็นภาพอย่างนั้น ถ้าบอกว่ามันเป็นกสิณ

มันจะเป็นกสิณหรือไม่เป็นกสิณ มันปรากฏการณ์โดยธรรมชาติ ไม่มีใครกำหนดขึ้นมา เพราะโยมก็คาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นภาพตัวหนังสือขึ้นมา ภาพตัวหนังสือโยมก็ไม่ได้นึกขึ้นมา แต่ขณะที่มันเห็นครั้งแรกนั้นมันเห็นโดยธรรมมันเกิด โดยสัจธรรมที่จิตมันมีกำลัง แล้วมันเป็นปรากฏการณ์เฉพาะของโยมคนเดียว

แล้วของโยมคนเดียวแล้วโยมก็พอใจอันนั้น แล้วเวลาทำพุทโธไม่ได้ โยมก็ระลึกภาพนั้นมาให้เป็นต้นทางกำหนดพุทโธ มันผิดตรงไหน

ไม่เห็นมันผิดอะไรเลย ถ้ามันเป็นประโยชน์ เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นความถูกต้องชอบธรรม เป็นความเจริญงอกงามของผู้ปฏิบัตินั้น มันก็ถูกต้องไปทั้งนั้น

แต่เวลาโยมไปถามเพื่อนไง เพื่อนบอกมันเป็นกสิณ

กสิณก็กสิณ เรามีภาพเป็นสีเขียว สีแดง สีอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราเพ่ง เราจะเพ่งเทียน เพ่งไฟ นั้นเริ่มต้นเราเพ่งกสิณ เราปฏิบัติตามกสิณ กสิณ ๔๐ กสิณเท่าไรที่เราจะทำอย่างไรก็ได้

แต่อันนี้โยมไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นภาพตัวหนังสือขึ้นมา แล้วเวลามันเป็นขึ้นมาแล้วมันดูดดื่ม มันฝังใจ โยมก็เอาภาพนั้นมาเป็นสารตั้งต้น ถ้ามันเหลวไหลก็ให้เห็นภาพนั้น มันก็ทำให้เราภาวนาได้ง่ายขึ้น มันเป็นอุบายวิธีการภาวนาทั้งนั้น

ไอ้เขาว่ากสิณ ไอ้เขาว่ามันจะเป็นสัมมาหรือเป็นมิจฉา

มันยังไม่ได้เลยนะ แบงก์จริงหรือแบงก์ปลอม ไม่มีแบงก์สักใบหนึ่งเลยนะ แต่มาวิเคราะห์กันว่าอันไหนของจริง อันไหนของปลอม

ให้ได้แบงก์ขึ้นมาก่อน ให้ได้เงินขึ้นมาก่อน แล้วเราค่อยมาวิเคราะห์กันว่าเงินของเราจริงหรือปลอม การได้มา ได้มาด้วยวิธีการใด ได้มาด้วยความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

อันนี้เป็นคำอารัมภบทไง อันนี้มันไม่ใช่คำถามอะไรเลย เพียงแต่ว่าเป็นการกระทำ แล้วพอปรากฏการณ์แล้ว เวลาธมฺมสากจฺฉา เวลาคุยธรรมะกัน มันเป็นนานาทัศนะ แล้วก็ต่างคนต่างลากกันไป

แต่ถ้าเราเป็นธรรม การสนทนาธรรมเป็นมงคล ถ้าเป็นมงคล เราฟังแล้วก็จบ แต่ไอ้นี่ฟังแล้วเอามาแบกมาหาม มาวิตกกังวลว่าใครถูกใครผิด

ฉะนั้น เวลาชีวิตของเรา เห็นไหม หนูมาปฏิบัติที่วัด ด้วยฐานะหนู ด้วยเวลา เวลามันไม่มี เวลามาแล้วก็พยายามเต็มที่ของเรา

พยายามเต็มที่ของเรา ทำได้มากได้น้อยมันก็เป็นประสบการณ์ นักกีฬาเวลาซ้อม เขาซ้อมมากกว่าแข่ง ไอ้นี่เหมือนกัน เราพยายามฝึกหัดจิตของเรา ถ้าฝึกหัดจิตของเรา ที่ไหนก็ทำได้ ถ้าไปวัดแล้วถ้าตั้งใจของเรา เราก็หัดของเรา เราก็ทำของเรา จะ ๕ นาที ๑๐ นาที ก็ ๕ นาที ๑๐ นาทีบ่อยครั้งเข้าๆ จาก ๕ นาที ถ้าทำ ๕ นาทีต่อเนื่อง ๕ นาทีต่อเนื่องมันก็เป็นชั่วโมง

เวลาเราปฏิบัติ ๒๔ ชั่วโมง คำว่า ๒๔ ชั่วโมง” เวลาพูดกันไปแล้วมันเป็นการโอ้อวด เป็นการยกตนข่มท่าน เป็นการย่ำยีกัน

แต่ถ้าเป็นการปฏิบัติ เราทำอย่างนั้นจริงๆ ๒๔ ชั่วโมง อดนอน อดอาหาร ๒๔ ชั่วโมง ๗ วัน ๗ คืน โอ้โฮ! เวลามันแบบว่าอุทธัจจะกุกกุจจะ เวลามันเป็นการง่วงเหงาหาวนอน อุทธัจจะกุกกุจจะมันเป็นนิวรณธรรม ๕ กางกั้นสมาธิ เวลามันขึ้นไป รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

อุทธัจจะ เวลาหลวงตาท่านอธิบาย มันเป็นการเพลิดเพลินในงาน มันทำงานเกินไป มันถึงเป็นอุทธัจจะ ต้องรั้งไว้ ต้องยับยั้งไว้ไม่ให้ตกไปทางสองส่วนไง

ไอ้อุทธัจจะกุกกุจจะคือความฟุ้งซ่าน ง่วงเหงาหาวนอน คือความลังเลสงสัย เป็นการกางกั้นสมาธิ ทำสมาธิได้ยากจากผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติใหม่ เวลาปฏิบัติไป บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ นั่นน่ะขึ้นไปแล้ว

เวลามันไปนะ เวลาสังโยชน์เบื้องต่ำ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์เบื้องสูงไง รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ มันเลยเถิดไป มันเป็นความเพียรจนหยุดไม่ได้

ไอ้ที่ว่านอนไม่ได้ หลับไม่ได้ ที่หลวงตาขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง

“เวลาบอกว่ามันติดสมาธิก็ติดสมาธินะ ทีนี้พอออกมาแล้วมันไม่ได้หลับไม่ได้นอน”

“นั่นน่ะไอ้บ้า ไอ้บ้า”

เวลาขี้เกียจขี้คร้านนะ มันไม่ทำอะไรเลย เวลามันไปแล้ว พอมรรคมันเคลื่อนไปแล้ว เวลามันเต็มที่ของมัน มันหยุดไม่อยู่เลย หยุดไม่อยู่ นอนก็ไม่ได้ พักก็ไม่ได้

เวลาเราเปรียบเทียบ เราเปรียบเทียบเหมือนเราโดนตำรวจจับ หรือเราเล่นการพนันตำรวจจับ วิ่งหนี ตื่นอยู่อย่างนั้นน่ะ เหมือนไฟไหม้บ้าน เรากำลังขนของออกจากบ้าน เวลามันตกใจขนาดนั้นนะ จะนอนหลับได้ไหม

แต่เวลาอุทธัจจะ เวลามันเพลินของมัน โอ้โฮ! ๒๔ ชั่วโมง ไอ้ที่ว่า ๒๔ ชั่วโมงต่อวัน ไร้สาระ เป็นสัปดาห์ เป็นเดือนเลย แล้วจะทำอย่างไรให้มันหยุดได้ ถ้ามันทำได้ มันทำได้เพราะอะไร

มันทำได้ ถ้ามันมีวุฒิภาวะ จิตมันมีกำลังมากน้อยขนาดไหน จิตมันสูงมันต่ำอย่างไร บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ คู่ที่ ๔ สถานะของมันแค่ไหน

จิตไม่เคยตาย ย่ำยีอย่างไรก็ไม่มีตาย เวลามันหยาบมันช้า ภาวนา เห็นไหม พุทโธก็เป็นพุทโธ่ไปเลย โธๆๆ อย่างเดียว คนมาถามปัญหาเรื่องนี้เยอะมาก มันไม่พุทโธๆ มันโธๆๆ ร้อยแปดพันเก้า

กิเลสร้อยแปดพันเก้า แต่ทำอย่างไรให้มันเข้ารูปเข้ารอย ทำอย่างไรให้จิตสงบให้ได้ ไอ้วิธีการ วิธีการเราไม่เถียงกัน มันจะเป็นกสิณ ไม่เป็นกสิณ จะเป็นกสิณ เป็นกรรมฐาน ๔๐ ห้อง เป็นวิธีการทำสิ่งใดก็แล้วแต่ มันทำเพื่อสมาธิทั้งนั้น

จะเป็นกสิณก็เพื่อความสงบ สงบแล้วมันเพ่งกสิณ มันแบบว่าเป็นอภิญญา มันจะส่งออก ส่งออกอย่างไรก็แก้ไขได้ทั้งนั้นน่ะ นี่ไง อภิญญา ๕ แก้กิเลสไม่ได้ อภิญญาตัวที่ ๖ เป็นผู้ที่รู้ว่าสิ้นกิเลส นี่ไง มันก็เป็นเจโตวิมุตติไง ถ้ามันเป็นปัญญาวิมุตติ มันก็จะเป็นปัญญานำหน้าไง

นี่พูดถึงว่าเวลามันมีปัญหาไง เวลาพูดเพราะอะไร

เริ่มต้นปฏิบัติยัง ก.ไก่ ก.กา แล้วก็วิตกกังวลว่าเราจะผิดอย่างนู้น เราจะเป็นอย่างนี้

วาง เราทำแล้วได้ผลไหม เราฝึกหัดแล้วเรารู้อะไรมากขึ้น ฝึกหัดปฏิบัติมันไม่เคยสงบสักทีก็ไม่เคยสงบสักที ถ้ามันสงบบ้าง เรารู้หรือไม่รู้

นั้นเวลาฟังเทศน์แล้ว อ๋อ! เราเคยเป็น เราเคยเป็นอย่างนั้น ตอนเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วเป็นไปแล้วมันไม่มีเหตุไม่มีผล เราก็รับรู้อะไรไม่ได้ เวลาไปฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ อ๋อ! อันนี้เราก็เคยเป็น อันนี้เราก็เคยเป็น เคยเป็นแต่รักษาไว้ไม่ได้ ถ้าเคยเป็น เป็นเพราะอะไร แล้วเราจะตั้งใจอย่างไรทำให้มันเข้าสู่ความเคยเป็น คือความสงบอันนั้น

แล้วความสงบร้อยแปด เพราะกรรมของสัตว์ไม่มีใครเหมือนใคร แล้วสงบมากสงบน้อยมันอยู่ที่กำลังหรืออำนาจวาสนาของจิตดวงนั้น แล้วถ้าจิตดวงนั้นพอมันสงบแล้ว มีกำลังแล้ว ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญาไปแล้ว ปัญญามันจะออกคลี่คลาย

วิธีการในการประพฤติปฏิบัติของตนจนมีความชำนาญ เพราะไม่มีความชำนาญ มันจะรักษาจิตให้สงบอย่างนั้นได้อย่างไร

พระอรหันต์พูดนะ หลวงปู่เจี๊ยะ “ชำนาญในวสี ชำนาญในวสี” หลวงปู่เจี๊ยะยืนยันตรงนี้เยอะมาก ต้องชำนาญในวสี ชำนาญในการเข้าและการออก

ไอ้คนภาวนาไม่เป็นบอกว่า “เฮ้ย! สมาธิมีเข้ามีออกด้วยหรือวะ”

แสดงว่ามันภาวนาไม่เป็น มันไม่เคยเข้าและไม่เคยออก คือมันไม่เคยหิวและไม่เคยอิ่ม

หิวเป็นอย่างไร หิวน่ะแสบท้อง ท้องร้องเลยนะ เวลาอิ่ม เงียบกริบเลย

ทำไมมีหิว มีอิ่มล่ะ ก็กระเพาะอันเดียวกันนั่นแหละ จิตมีเข้ามีออกอย่างไร ไม่เคยเป็น ไม่เคยรู้ แค่สัญญามาคุยอวดกันเท่านั้นน่ะ แล้วคุยอวดย่ำยีเขาด้วย โดยประกาศความโง่ของตัว ตัวเองยังไม่รู้ว่าตัวเองโง่ แต่คนที่เขาฉลาดเขารู้หมดน่ะ แต่เขาพูดไปแล้วไอ้คนโง่มันไม่รู้ไง

ฉะนั้นว่า “สมาธิมีเข้ามีออกด้วยหรือ”

สมาธิ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ มันก็แตกต่างแล้ว จากขณิกะไปอุปจาระ แล้วเข้าสู่อัปปนา ถอนจากอัปปนามาอุปจาระ จากอุปจาระมาขณิกะ แล้วขณิกะกับอุปจาระมันแตกต่างกันอย่างไร มันแค่ไหนอย่างไร

แค่นี้ก็ยังสับสน แค่นี้ก็ยังรู้ไม่ได้ สมาธิยังทำไม่เป็น แล้วมันจะไปทำอะไร

นี่พูดถึงโดยทั่วไป โดยปรากฏการณ์ที่เถียงกันมาอยู่นี่ไง ก็ไปคุยกับเขา เขาโต้ตอบมาแล้วตอบอะไรเขาไม่ได้ แต่โดยข้อเท็จจริงนะ ก็ไอ้คนไม่รู้ด้วยกันมันคุยกันนั่นน่ะ มันก็คุยกันด้วยความไม่รู้นั่นแหละ แต่มันก็วิเคราะห์วิจัยกันไปจนไม่มีต้นไม่มีปลาย

แต่ถ้าเอาจริงเอาจังขึ้นมา อะไรก็ได้ จิตเราสงบไหม เราปฏิบัติดีขึ้นไหม

เราไม่มีเวลา เรายังมีศรัทธาของเราอยู่ เราก็ฝึกหัดของเราไป

ถ้าขณะวิตกกังวลแล้วกำลังพุทโธๆ อยู่ จนมันเกิดเป็นภาพ เป็นตัวหนังสือพุทโธ มันก็เป็นปรากฏการณ์อันหนึ่งของจิตที่มีกำลังถึงรู้ของมันขึ้นมา เพราะเราจะรู้ขึ้นมาเองโดยมีตัวหนังสือ มันก็เป็นไปไม่ได้

แล้วเวลาเรารู้เห็น เราก็รู้เห็นของเราคนเดียว ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คนอื่นเขาไม่รู้เห็นด้วย ไปพูดให้ใคร ใครก็ไม่มีรสชาติเหมือนคนที่เห็นรู้ แล้วคนที่เห็นเอาสิ่งนั้นมาใช้ประโยชน์ มันจะเป็นกสิณ ไม่เป็นกสิณ มันเป็นประโยชน์กับเราหรือเป็นโทษกับเรา ถ้าเป็นประโยชน์กับเรา เราก็ใช้สิ่งนั้นของเราไป

แล้วเวลาถ้าทั้งกสิณ ทั้งพุทโธ ถึงที่สุดแล้วมันลงสู่สมาธิเหมือนกันหมด

แต่ที่ว่ามันเป็นมิจฉาหรือสัมมา

เป็นมิจฉา เราก็แก้ไข เป็นสัมมา เราก็ฝึกหัดให้มีความชำนาญ เราก็ทำความสงบของใจเข้ามา มันก็เป็นแค่เริ่มต้นประพฤติปฏิบัติเท่านั้น

ฉะนั้น สิ่งที่ถามมา ไม่มีสิ่งใดเป็นประเด็น เป็นประเด็นเพราะว่าเราวิตกกังวลไปเอง สับสนไปเอง แล้วสับสนแล้ว สับสนการปฏิบัติเริ่มต้นไง ยากอยู่สองคราว คราวเริ่มต้นนี่ แต่พอเราทำเป็นแล้วนะ ใครจะพูดอย่างไรมันเรื่องของเขา เพราะว่าเราเป็นเองไง ไม่เชื่อมึง กาลามสูตร ไม่เชื่อใครด้วย เชื่อที่ว่ามันเห็นพุทโธหรือเปล่า จิตมันสงบไหม นี่เชื่อตรงนี้ เชื่อผลของการปฏิบัติ กาลามสูตร ไม่เชื่อใครทั้งนั้น จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๒๙. เรื่อง “การบริกรรมขณะฟังเทศน์”

๑. ผมได้อ่านเจอในประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ ฉบับมูลนิธิ หน้าที่ ๒๑ ย่อหน้าสุดท้าย ได้กล่าวถึงตอนหลวงปู่เจี๊ยะยังเป็นนาค ท่านบริกรรมพุทโธขณะที่ฟังเทศน์หลวงปู่กงมาไปด้วย แล้วเกิดจิตสงบเป็นสมาธิ แต่ผมเคยได้ยินหลวงพ่อกล่าวว่า เวลาฟังเทศน์ เราไม่ต้องบริกรรม เราแค่ตั้งใจกำหนดจิตฟังเทศน์ไปเลย

จึงอยากเรียนถามว่า แบบที่หลวงปู่เจี๊ยะทำตอนนั้นอาจะเป็นเพราะท่านยังไม่ได้บวช จึงยังไม่มีประสบการณ์ ในส่วนตัวมีความรู้สึกว่า เมื่อบริกรรมไปด้วย ฟังเทศน์ไปด้วย จิตก็จะอยู่กับพุทโธ และเวลาเผลอมันก็จะไปอยู่ที่เสียงเทศน์ ไม่เผลอไปคิดนาน

จึงอยากเรียนถามว่า การบริกรรมไปด้วย ฟังเทศน์หลวงพ่อไปด้วย เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ครับ หรือเราอาจจะใช้เป็นเกียร์หนึ่งเพื่อทำให้จิตมั่นคงก่อน แล้วค่อยปิดเสียงเทศน์ครับ

๒. เวลาเทวดามาฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ เป็นการเทศน์ที่ออกจากตัวจิต แต่เวลาเราเปิดเทปครูบาอาจารย์ เทวดาสามารถฟังเทศน์ได้หรือไม่ครับ (ขออภัยในคำถามที่ ๒. และฟุ้งซ่านครับ) กราบขอความเมตตาหลวงพ่อด้วย

ตอบ : อันนี้คำถาม เห็นไหม คำถามมันก็เป็นการปฏิบัติเริ่มต้นเหมือนคำถามที่แล้ว คำถามที่แล้ว ผู้ปรากฏการณ์ที่ว่า อำนาจวาสนาตัวเองก็ไม่มี เวลาที่ไปภาวนาก็แสนยาก เวลาไปภาวนาแล้วพุทโธๆ ก็เป็นพุทโธ่นั่นน่ะ แล้วพิจารณาไปด้วยความเพียรของตน ๑๐ กว่าวัน เห็นเป็นตัวหนังสือเลย อันนั้นก็เป็นความเพียรของเขา

อันนี้ก็เหมือนกัน ผมภาวนา ผมอ่านเจอในประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ ได้กล่าวถึงหลวงปู่เจี๊ยะที่ยังเป็นนาค เวลาบริกรรมพุทโธขณะที่นั่งฟังเทศน์หลวงปู่กงมาอยู่

นิสัยหลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นคนอาจหาญ มันเป็นเฉพาะตัวหลวงปู่เจี๊ยะไง หลวงปู่เจี๊ยะเวลาท่านบวชพรรษาแรก ท่านเห็นพวกผู้เฒ่าผู้แก่ไปภาวนา ท่านเอามาเป็นประโยชน์ของท่าน ผู้เฒ่าผู้แก่อายุ ๗๐–๘๐ เขายังนั่งภาวนาได้ ท่านอายุ ๒๐

แล้วเมื่อก่อนทำงาน ท่านเป็นหลักในครอบครัว แจวเรือเอาเงาะไปขึ้นเรือใหญ่ จะทำสิ่งใดท่านทำได้ทั้งนั้นน่ะ เพราะท่านบอกว่าเราต้องขึ้นก่อน เพราะเงาะจะได้ขึ้นเรือใหญ่ไป ถ้าไม่ได้แล้วช่วงหลังๆ มันอาจจะไม่ได้ขึ้น

เวลาท่านทำอะไรได้หมดน่ะ แต่มานั่งภาวนาไม่ได้ ท่านถึงลงโทษตัวเองไงว่าตัวเองใช้ไม่ได้ ตัวเองต่างๆ จนท่านพัฒนาตัวเองขึ้นมา จนอยู่กับหลวงปู่กงมา ๒ ปีได้เป็นพระสกิทาคามี จนขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เวลานั่งฟังเทศน์หลวงปู่กงมา ท่านกำหนดพุทโธของท่านไปด้วย

อ้าว! ก็ท่านทำได้ เพราะด้วยจริตนิสัย ด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ท่านทำของท่าน มันเป็นของท่าน แล้วตอนนี้ท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว

ไอ้เราที่โต้แย้งกันยังภาวนาไม่ได้

แล้วเวลาบอก “เวลากระผมเวลาฟังเทศน์ เวลาเทศน์หลวงพ่อบอกว่าให้กำหนดเสียงเฉยๆ”

มันเป็นการลดภาระ

คนเราทำงานถ้ามีภาระมากเกินไป งานจะเสร็จได้อย่างไร ทำงานๆ จับปลาสองมือ เขาบอก อย่าจับปลาสองมือ ต้องให้สองมือจับปลาตัวเดียว สองมือจับปลาให้แน่นๆ เราจะจับปลาได้

จับปลาสองมือ สองมือจับปลา ๑๐ ตัวอย่างนี้ มึงจับไปเถอะ มึงไม่ได้ปลาสักตัว

สองมือจับปลาตัวเดียว อย่าจับปลาสองมือ อย่าจับปลาทีหนึ่ง ๑๐ มือ แล้วเอ็งจะไม่ได้อะไร ตั้งใจจับปลา ไม่ได้ปลาสักตัว สองมือจับปลาจะได้ปลาบ้าง ถ้ามึงจับได้

นี่มันเป็นการลดภาระ ถ้ามันเป็นการลดภาระ เราภาระเสียงก็จะฟัง จะฟังเทศน์ด้วย จะพุทโธด้วย จะคอยลืมตาดูคนอื่นเขาภาวนาดีหรือไม่ดีด้วย จับปลาหลายมือไง คนอื่นภาวนาไม่ดี ต้องภาวนาอย่างเรา ต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนี้

มันไปเอาภาระมาแบกรับไว้ทำไม แล้วภาวนาเพื่อใคร

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ก็ภาวนาเพื่อจิตดวงนี้ไง

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าลดภาระ ฟังเฉยๆ เสียงมาเองด้วย

คาดไว้เลยนะ เพราะอะไร เพราะเรามีลูกศิษย์ เขาเป็นนักวิชาการไง เขาบอกว่า สำนวนหลวงพ่อเขาฟังรู้ออกหมด อย่างเช่นเราดูหนังสือ เราฟังเทศน์ ถ้าเทศน์อย่างนี้เป็นสำนวนหลวงตา เป็นสำนวนใคร รู้เลย แล้วหลวงตาขึ้นอย่างไร จะจบอย่างไรเลย

เวลาเราจะเทศน์ พอเราขึ้นอะไร เขาบอก ผมรู้เลยหลวงพ่อจะพูดอะไรต่อ เขาฟังเทศน์เราจนเขามาดักเรา ถ้าหลวงพ่อขึ้นอย่างนี้จะไปอย่างนั้นๆ เขารู้ล่วงหน้าเลย

เห็นไหม เหมือนกัน ฟังเทศน์ๆ ไม่ต้องกำหนดว่าจะพูดอะไร ตั้งสติไว้ กำหนดไว้ เสียงมากระทบเอง นี่สติมันจะพร้อม แล้วถ้าเสียงนั้นมานะ เรื่องอะไรที่มันเป็นธรรมนะ มันกระทบจิตเลย โอ้โฮ! วรรคทอง แต่ถ้ามันไม่ใช่วรรคทอง ฟังก็ผ่านไป 

นี่ไง ลดภาระ ลดภาระทั้งหมด เอาหนึ่ง เพราะจิตเราจะเอาความเป็นหนึ่ง ถ้าการฟังเทศน์กำหนดเสียงเฉยๆ ลดภาระที่เราจะต้องรับรู้ ลดภาระที่จะต้องควบคุม ลดภาระทั้งนั้น เอาหนึ่งเดียว

ฉะนั้น เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านบอก ท่านฟังเทศน์หลวงปู่กงมาด้วย ท่านพุทโธไปด้วย

อ้าว! ก็ท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว มันเป็นจริตเป็นนิสัยของท่านน่ะ แล้วจะเอาอะไรล่ะ เรายังฝึกหัดกันใช่ไหม เรายังเถียงกันอยู่นี่ ท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว เราเองยังขี้หมากันอยู่นี่ แล้วจะมาวิตกวิจารณ์อะไร ก็วาสนาของท่านไง ก็วาสนาของท่านไง

แต่เรามาคุยกันถึงคนที่กำลังเถียงกันอยู่นี่ไง คนที่กำลังจะจมน้ำด้วยกันนี่ อ้าว! เอ็งอยากจะกดกันจมน้ำใช่ไหม หรือเอ็งอยากจะพ้นจากน้ำล่ะ

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาท่านเป็นพระอรหันต์นะ แล้วทีนี้พอท่านทำของท่าน ท่านประสบความสำเร็จของท่าน ท่านทำของท่าน นั่นก็สาธุ แต่โดยทั่วไป โดยทั่วไปเราพยายามจะลดภาระกัน ไม่ใช่เพิ่มภาระ เพิ่มภาระพะรุงพะรัง แล้วปฏิบัติจะเอาอะไรมาเป็นชิ้นเป็นอัน

การปฏิบัติเอาที่วาสนาเรานี่แหละ มีวาสนาหรือไม่มีวาสนา ทำได้หรือทำไม่ได้ แล้วพยายามฝึกหัดของเรา ทำให้เป็นประโยชน์กับเรา อันนี้เป็นหลัก แล้ววิธีการของแต่ละบุคคลจะเอามาลบล้างกัน มันไม่มีสาระว่ะ จบ

“๒. เวลาเทวดามาฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ เป็นการเทศน์ที่ออกจากจิต แต่เวลาถ้าเราเปิดเทศน์ครูบาอาจารย์ เทวดาจะสามารถฟังเทศน์ได้หรือไม่ได้” 

นี่คำถามที่ ๒. แล้วเขาบอกมันเรื่องไร้สาระ

มันเรื่องของคนไม่รู้ไง เป็นเรื่องของคนไม่รู้เรื่องของเรา แต่อยากรู้เรื่องของคนอื่นไง

เวลาครูบาอาจารย์ฟังเทศน์ๆ เห็นไหม อย่างนี้ เวลาหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบท่านอยู่ถ้ำที่เพชรบูรณ์ ในหมู่บ้านแถวนั้น เวลาท่านไปวิเวกไง แล้วท่านก็สวดมนต์ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต สวดธรรมดานี่แหละ แล้วเวลาถึงเวลาแล้วท่านจะจรไป ท่านจะวิเวกต่อไป ท่านบอกเลย มาแล้ว นิมิตมาแล้ว เทวดามาเต็มเลย

“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ควรอยู่ที่นี่แหละ เวลาท่านอาจารย์สวดมนต์ โอ้โฮ! มันดังกังวานไปทั่วเลยนะ โอ้โฮ! มีความปกติสุข มันมีความสุข มีความอิ่มเอมหัวใจมากเลย นิมนต์ท่านอาจารย์อย่าไปได้ไหม ขอให้อยู่ที่นี่ เทวดาจะมีความสุข”

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต สวดธรรมดานะ ไม่ได้ตะโกนให้ใครฟังด้วย แต่เทวดาเขาได้ยินกันหมดเลย ทำไมเขาได้ยินล่ะ

นี่เหมือนกัน เวลาเทวดามาฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ ท่านเทศน์ออกมาจากจิตไม่ใช่หรือ เวลาเรานอนเราฝัน เวลาเราฝัน ความฝัน นั่นเกิดจากอะไรน่ะ นั่นน่ะ แล้วฝันควบคุมได้ไหม

เวลาครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ เทศน์จากจิตน่ะ

โธ่! มันเป็นวุฒิภาวะ มันเป็นอำนาจวาสนาของแต่ละบุคคล ถ้าวาสนาของแต่ละบุคคลนะ เวลาเทศน์เทวดา กำหนดจิตอย่างเดียวสบายด้วย ไม่ต้องอ้าปาก ไม่ต้องออกเสียง เวลาเทวดา อินทร์ พรหมมันกี่ชั้นล่ะ เทวดา ๖ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น ละเอียดหยาบต่างกัน ความแตกต่างกัน แตกต่างกันอย่างไร

นี่ไง ไอ้เรามันโง่เอง ไอ้เรามันเซ่อเอง ไปอ่านอะไร ไปรู้อะไร ก็เอาสิ่งนั้นเป็นหลัก แล้วอย่างอื่นไม่มี อย่างอื่นเป็นไปไม่ได้

โดยข้อเท็จจริง โดยข้อเท็จจริงวุฒิภาวะของคนแตกต่างกัน นรกสวรรค์ หยาบละเอียดแตกต่างกัน ในภพชั้นเดียวกัน ผู้ที่หยาบละเอียดก็แตกต่างกัน

ในเมืองไทย ในโลกนี้เลย เศรษฐีโลกมีกี่คน ขี้ทุกข์ขี้ยากเท่าไร อำนาจวาสนาของคนมีมากน้อยขนาดไหน แตกต่างกันทั้งนั้นน่ะ แต่โดยหลัก สุขหรือทุกข์ล่ะ จริงหรือเท็จล่ะ จริงหรือไม่จริง

ไอ้นี่เราไม่จริงเอง แต่ไปอ่านอะไร ไปฟังอะไรมาแล้วจำได้นะ พอจำได้ก็แค่นี้ อัตตา อย่างอื่นไม่มี มีเท่านี้ แล้วถ้าอย่างอื่นงงไปหมดน่ะ ฉะนั้น เลยเป็นคำถามข้อที่ ๒. ไง

ข้อที่ ๒ ไม่ต้องถาม เวลาปฏิบัติปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันรู้แจ้งหมดน่ะ ถ้ารู้แจ้งแล้ว พระอรหันต์ไม่มีความสงสัย สงสัยเป็นพระอรหันต์ไม่ได้

นี่เหมือนกัน เวลาโดยข้อเท็จจริง นี่เป็นข้อเท็จจริงเลย หลวงปู่ชอบ ตัวหลวงปู่ชอบเองท่านเล่าให้หลวงตาฟัง แล้วหลวงตาก็เล่าให้พวกลูกศิษย์ฟัง ปรากฏการณ์ของหลวงปู่ชอบขนาดไหน เรื่องอะไร

นี่เหมือนกัน ของหลวงตา ส่วนใหญ่แล้วหลวงปู่ลีท่านพูดเอง หลวงตาท่านเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านไม่ค่อยเคยพูดเรื่องของท่าน แต่เวลาท่านเล่า ท่านจะเล่าเรื่องของพระองค์อื่น

เวลาเรื่องครูบาอาจารย์ หลวงตาท่านเอามาเล่าหมดน่ะ เรื่องหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ครูบาอาจารย์ แต่ของท่าน ท่านไม่ค่อยพูด

นี่เป็นคำพูดของหลวงปู่ลี หลวงปู่ลีเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงตาพระมหาบัว หลวงปู่ลีเคารพหลวงตาด้วยชีวิต ท่านพูดว่า หลวงตาท่านเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านไม่ยอมพูดเรื่องส่วนตัวของท่านเลย เรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านเก็บไว้ในใจ แต่เวลาเล่านี่นะ เล่าเรื่องของครูบาอาจารย์ที่ไปปรากฏการณ์

เรื่องนี้ก็เหมือนกัน หลวงตาเป็นคนเล่า ว่าไปสวดมนต์อยู่ที่เพชรบูรณ์ สวดธรรมดานี่แหละ หลวงปู่ชอบท่านเล่าให้ฟังด้วยความสนเท่ไง เราก็สวดธรรมดา แต่เวลาจะเคลื่อนที่ไป เทวดามาเต็มเลย

“โอ้โฮ! ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์สวดมนต์ อู้ฮู! มันกังวานไปทั่ว มันมีความสุขความสงบมาก”

สวดมนต์นะ เทวดาได้ยินหรือเปล่า

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน แต่เวลาเทศน์ นอนฝัน หลับ นั่นน่ะเทศน์ทางจิต เวลามันออก ออกอย่างนั้น ถ้ามันเป็นประโยชน์ แล้วถ้ามันเป็นผู้ที่รับได้ ผู้ที่รับได้มีวุฒิภาวะอย่างใดแค่ไหน แล้วรับเรื่องอะไร แต่เวลามารผจญ ไม่ต้องมารับหรอก มันมากดถ่วงทั้งนั้นน่ะ

ในสังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว ในวงการใดก็แล้วแต่ สังคมใดก็แล้วแต่ มีทั้งคนดีและคนชั่ว สิ่งที่เป็นคุณงามความดีนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง สิ่งที่เป็นความชั่ว ชั่วร้าย ทำลายสังคม ทำลายตัวเอง แล้วทำลายหมู่คณะทั้งสิ้น

แต่ถ้าเป็นคุณงามความดี ดีเฉพาะตัวเรา แล้วถ้าสังคมเขาเห็นความดี เขาจะได้ประโยชน์ด้วย แล้วเขาจะเป็นประโยชน์กับเขา แต่ถ้าเราทำคุณงามความดีแล้ว ถ้าไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีใครเขารับรู้ นั่นเป็นกรรมของสัตว์

กรรมของสัตว์นะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำดีทำชั่วมาขนาดไหน แล้วความดีความชั่วที่เราจะแสวงหาจะมีมากน้อยขนาดไหน เราทำเพื่อประโยชน์ของตนเท่านั้น

ถ้าประโยชน์ของตน ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเท่านั้นสำคัญที่สุด แล้วตนถ้าทำเข้าใจแล้วนะ สิ่งที่เป็นคำถาม คำถามทั้งหมดมันจะเป็นคำถามของคนอื่นไง เพราะตนไม่มีคำถามในใจของตน เอวัง